เนื้อหาหลักสูตร International Baccalaureate Diploma


หลักสูตร International Baccalaureate Diploma (IB) เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อม ให้นักเรียนเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย  ทั้งทางด้านภาษา สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปศาสตร์ นอกจากนี้หลักสูตรยังกำหนดให้นักเรียนเรียนวิชา Theory of Knowledgeโดยเน้นโครงงานทำวิจัย  และร่วมทำกิจกรรมในแนวสร้างสรรค์ และ กิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ (CAS)

หลักสูตร IB จะประกอบด้วยวิชาที่ต้องเรียนทั้งหมด 6 หมวด โดยอาจจะเรียนในระดับ SL หรือ Standard Level ซึ่งมีชั่วโมงเรียนอย่างน้อย 150 ชั่วโมง จำนวน 3  วิชา และเลือกจาก HL หรือ High Level ซึ่งผ่านชั่วโมงการเรียนอย่างต่ำวิชาละ 240 ชั่วโมง อีก 3 วิชา เป็นต้น วิชาทั้ง 6 หมวด จากเว็บไซต์ของ IB เอง http://www.ibo.org/diploma/curriculum/ มีดังนี้คือ

Group Subjects
Group1 (Language and Literature) มีทั้งหมด 16 ภาษาให้เลือกเรียน จำนวนเวลาที่ต้องเรียนทั้งหมด 240 ชั่วโมง เช่น English A; Chinese A; French A; German A; ในส่วนของวรรณคดี  จะต้องผ่านจำนวนชั่วโมงการเรียนอย่างน้อย 150 ชั่วโมง
Group 2 (Language Acquistion) แบ่งเป็น 3 ระดับ

  • Language ab initio (ระดับ SL) คือ ผู้เรียนไม่เคยเรียนภาษานั้นมาก่อน เช่น Spanish ab initio; Italian ab initio; Mandarin ab initio
  • ผู้เรียนเคยมีประสบการณ์เรียนภาษานั้นมาบ้างแล้ว (Language B)  อาจจะเป็นระดับ SL หรือ HL(High Level) เช่น French B; German B; Mandarin B
  • Classical Languages ทั้งในระดับ SL หรือ HL เช่น ภาษา Latin หรือ ภาษา Greek
Group 3 (Individuals and Societies) มีทั้งหมด 9 วิชา แล้วแต่ต่ละสถานศึกษาใดจะมีเปิดสอนวิชาใดบ้าง เช่น Business and Management, Economics, Geography, History, Information Technology in a global society, Philosophy, Psychology, Social and Cultural Anthropology, World Religions (มีเฉพาะระดับ SL เท่านั้น) ส่วนวิชา Global Politics เพิ่งมีเปิดสอนในปี 2012 และจะเป็นวิชาหลักในปี 2015 ( ดูเพิ่มเติม http://www.ibo.org/diploma/curriculum/group3/)
Group 4(Experimental Science) Biology, Chemistry, Design Technology, Physics, Environmental Systems and Societies (Remark: Sport, Exercise and Health Scienceเริ่มเปิดสอนระดับ SL เมื่อปี 2012 และจะเปิดให้มีสอบครั้งแรก 2014 และในอนาคต วิชาในกลุ่มที่ 4 ที่จะมีเพิ่มเข้ามาคือ New Computer Science)
Group 5(Mathematics and Computer Science) Mathematics จะมีทั้งระดับ SL และ HL; Computer Science
Group 6 (The Arts) Dance, Music, Film, Theatre, Visual Arts

เพื่อให้การเรียนหลักสูตร IB จบครบเนื้อหาหลักสูตรเพื่อรับ IB Diploma ผู้เรียนจะต้องผ่านเนื้อหาหลักอีก 3 วิชาคือ

ชื่อวิชา

เนื้อหา

  • Extended Essay
ผุ้เรียนจะต้องเขียนเรียงความขนาดความยาว 4,000 คำโดยมีหัวข้อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียนวิชาใน 6 หมวดที่ผ่านมาวิชาใดวิชาหนึ่งก็ได้ เรียงความนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมหลักการวิจัยขั้นสูง ฝึกการใช้ทักษะความชำนาญในการเขียนระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ยังจะเป็นการให้โอกาสนักเรียนเลือกหัวข้อที่ต้องการเขียนเองภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา
  • Theory of Knowledge (TOK)
หลักสูตรนี้ต้องการพัฒนาการเชื่อมโยงการเรียนรู้ และส่งเสริมมุมมองด้านวัฒนธรรม ผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากการปฏิวัติดิจิตอลและข้อมูลทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น และเชื่อมต่อความรู้ที่ได้เรียนมาใน 6 หมวด ประสบการณ์ในการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน และการวิจัยด้วยการเขียนเรียงความ
  • Creativity, Action, Services
ความคิดสร้างสรรค์ การทำกิจกรรมที่คู่ขนานไปกับการเรียนทางวิชาการ CAS เป็นการเน้นให้ผู้เรียนทำกิจกรรมเดี่ยว หรือกิจกรรมที่ทำเป็นทีม เพื่อส่งเสริมการพัมนาส่วนบุคคล และระหว่างบุคคล

เว็บไซต์หน้าถัดไปนี้  http://www.ibo.org/diploma/curriculum/examples/  จะกล่าวถึงตัวอย่างการเลือกวิชาเรียนตามความถนัดของผู้เรียน ซึ่งผลการเลือกวิชาเรียนนอกจากจะบ่งบอกถึงความถนัดของผู้เรียนแล้ว ผลคะแนนในวิชาต่างๆที่เลือกเรียนยังจะหมายถึงการเลือกคณะที่ควรจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีกด้วย  มีมหาวิทยาลัยมากกว่า 1,800 แห่งทั่วโลกที่ยอมรับ  IB Diploma ในการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี

สำหรับเว็บไซต์ที่สามารถตรวจสอบว่ามีสถานศึกษาใดบ้างที่ยอมรับให้ใช้ IB Diploma ในการส่งสมัครเข้าศึกษาต่อปริญญาตรี คือ http://www.ibo.org/universities/listalluniversities.cfm

Copyright © 2010-2012 GoVisa All rights reserved.

เว็บไซต์เกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร


ในปัจจุบันทั้งนักศึกษาและผู้ปกครองมักจะนิยมใช้อันดับของมหาวิทยาลัยเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือกสมัครสถานศึกษาในต่างประเทศ ด้วยมีความเชื่อมั่นว่า หากจบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำแล้วจะทำให้มีโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง ได้รับเงินเดือนที่ดีหรือมีโอกาสในการสร้างแฟ้มประวัติส่วนตัวที่ดีเพื่อต่อรองกับบริษัทแห่งใหม่ หรือเพื่อให้ได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นกับนักศึกษาไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในอีกหลายๆประเทศ โดยเฉพาะในทวีปเอเซีย ในขณะเดียวกันนักศึกษาที่มีคุณสมบัติยังไม่พร้อมที่จะส่งสมัครในมหาวิทยาลัยที่ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว มักจะใช้เว็บไซต์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ส่งสมัครไปยังสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงดังกล่าว ด้วยเกรงว่า จะเสียเวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการส่งสมัครมากกว่าจะได้รับการตอบรับจากสถานศึกษาแห่งนั้น

หมายเหตุ การเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนมีความสบายใจระหว่างไปเรียน และเรียนได้บรรลุเป้าหมาย

แต่ละเว็บไซต์ของการจัดอันดับจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการจัดอันดับหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการเน้นแตกต่างกันไป อาทิ เช่น สำรวจความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตร , ความพึงพอใจที่มีต่อการสอน , ความพึงพอใจจากผลสะท้อนกลับหรือคำติชม, อัตราส่วนของอาจารย์ต่อจำนวนนักศึกษา, ความสามารถในการได้งานหลังจากเรียนจบได้หกเดือน, ปริมาณงานวิจัย และอื่นๆ

เว็บไซต์ของหน่วยงานจัดอันดับสถานศึกษาในสหราชอาณาจักรที่เป็นที่นิยม คือ

1. หนังสือพิมพ์ The Guardian    http://www.guardian.co.uk/education/universityguide

2. หนังสือพิมพ์ The Independent                http://www.thecompleteuniversityguide.co.uk/league-tables/rankings

3. หนังสือพิมพ์ The Times  หากไม่ได้เป็นสมาชิกของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว การเข้าไปค้นหาข้อมูลอาจจำเป็นต้องใช้เว็บไซต์อื่นเพื่อลิงก์เข้าไปดูรายชื่อมหาวิทยาลัย เช่น ใช้เว็บไซต์ http://www.university-list.net/uk/rank/univ-0000.htm

4. หนังสือพิมพ์ The Sunday Times   http://www.thesundaytimes.co.uk/sto/University_Guide/ ซึ่งการจะเข้าไปศึกษาข้อมูลทางออนไลน์ จำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิกของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว

Copyright © 2010-2012 GoVisa All rights reserved.

เปรียบเทียบระบบโรงเรียนประถมและมัธยมใน 5 ประเทศชั้นนำ


ความต้องการของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับมัธยมศึกษามีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี นอกจากเหตุผลในเรื่องของการเตรียมพร้อมด้านภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เข้ามาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจของผู้ปกครอง อาทิ ความไม่เห็นด้วยกับระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย, ความไม่มั่นใจในระบบโรงเรียนของประเทศไทยที่จะสามารถสร้างบุคลิกภาพของบุตรหลานตนให้มีความพร้อมในทุกด้าน อาทิ ความรอบรู้เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน ทัศนวิสัย ความคิดเห็นเห็น ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ ตลอดจนการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

ก่อนการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อ ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาในประเทศนั้นๆ วิธีการสอน วิธีการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษาหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งนั้น ค่าใช้จ่ายในการศึกษารวมทั้งค่ากินอยู่ ระยะเวลาในการไปศึกษาต่อ ความคาดหวังที่ผู้ปกครองต้องการได้รับหลังจากบุตรหลานจบการศึกษา

การศึกษาในต่างประเทศเป็นการลงทุนระยะยาวประเภทหนึ่ง ในสังคมไทยกระแสการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยออกมาในด้านลบมากกว่าบวก แต่มิได้หมายความว่า การศึกษาไทยไม่ได้สาระไปเสียทั้งหมด ผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละประเทศ ต่างก็พยายามจัดระบบการศึกษาให้รองรับกับพื้นฐานด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นๆในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมที่มีผลกระทบต่อระบบการศึกษาในหลายๆประเทศเป็นอย่างมากคือ การแข่งขันและการเปรียบเทียบ อาทิ การแข่งขันในระบบการคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษา การแข่งขันในหมู่ผู้ปกครองกันเอง การแข่งขันในเรื่องการคัดเลือกเข้าทำงานในสถาบันชั้นนำ การแข่งขันในเรื่องระบบเงินเดือน การแข่งขันเพื่อให้ได้รับการพิจารณาความดีความชอบในการทำงาน และอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่มีหลักการที่แน่นอนที่จะกำหนดได้ว่า ควรเริ่มส่งบุตรหลานไปศึกษาในต่างประเทศเมื่อไรถึงจะดีที่สุด ผู้ปกครองควรศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายและความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย เพื่อประกอบการคิดคำนวณว่า ควรจะเริ่มส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับชั้นเรียนใดดี

แผนผังด้านล่างแสดง ตารางการเปรียบเทียบชั้นเรียนในประเทศต่างๆ ที่ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศพร้อมกับหลักสูตร International Baccalaureate หรือ IB ที่หลายโรงเรียนในหลายประเทศนำเข้าไปใช้ในเป็นตัวเลือกในการสอนในโรงเรียนตนนอกเหนือไปจากการสอนเพื่อสอบให้จบตามช่วงสุดท้ายของชั้นเรียนในระบบการศึกษาของประเทศนั้นๆ  ทั้งนี้ทั้งนั้น การเตรียมสอบในขั้นตอนสุดท้ายก็เพื่อที่จะใช้คะแนนดังกล่าวในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีกทีหนึ่ง

อายุ(ปี)

USA UK Canada IB Australia

New Zealand

5 Kindergarten Year1 Kindergarten Kindergarten Level1(Primary1)
6 Grade1 Year1 Grade1 PYP Year1 Level1(primary2)
7 Grade2 Year2 Grade2 PYP Year1 Level2(Standard1)
8 Grade3 Year3 Grade3 PYP Year2 Level2(Standard2)
9 Grade4 Year4 Grade4 PYP Year3 Level2-3(Standard3)
10 Grade5 Year5 Grade5 PYP Year4 Level3(Standard4)
11 Grade6 Year6 Grade6 MYP Year5 Level3-4(standard5/F.1)
12 Grade7 Year7 Grade7 MYP Year6 Level4(Ftandard6/F.2)
13 Grade8 Year8 Grade8 MYP Year7 Level4(Form3)
14 Grade9 Year9(Pre-GCSE) Grade9 MYP Year8 Level5(Form4)
15 Grade10 Year10(GCSE) Grade10 MYP Year9 Level5-6(Form5/NCEA1)
16 Grade11 Year11(GCSE) Grade11 DP Year10 Level6-7(Form6/NCEA2)
17 Grade12 Year12(Lower sixth form) Grade12 DP Year11 Level7-8(Form7/NCES3)
18  PG Year13(Upper sixth Form) Grade12+(Ontario) Year12

หากเปรียบเทียบอายุเริ่มเข้าเรียนในระบบโรงเรียนของแต่ละประเทศจะไม่แตกต่างจากโรงเรียนในประเทศไทยมากนัก บางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร และประเทศนิวซีแลนด์อาจจะเริ่มชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อเด็กอายุ 5 ปีหรือ 6 ปีก็ได้ ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจากประเทศไทยที่มีความมั่นคงทางการเงินในระดับดีจะเริ่มให้เด็กไปเข้าเรียนในต่างประเทศหลังจากบุตรหลานจบชั้นประถมศึกษาในประเทศไทยแล้ว ค่าใช้จ่ายโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นโรงเรียนประจำในสหราชอาณาจักร และประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในราวประมาณ 1,500,000 บาทต่อปี

อนึ่ง ข้อสังเกตในการเลือกไปเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายของประเทสสหรัฐอเมริกากำหนดให้นักเรียนต่างชาติมีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาลได้เพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งผู้ปกครองไทยมักจะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษากับโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ อาทิ AFS, Rotary เป็นต้น หากพิจารณาจากเงื่อนไขที่รัฐบาลสหรัฐกำหนดไว้ คือ หลังจากจบโครงการแลกเปลี่ยน ถ้านักเรียนต้องการเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหรัฐอเมริกา นักเรียนจำเป็นต้องย้ายที่เรียนจากโรงเรียนรัฐบาล(Public School) ไปเรียนในโรงเรียนเอกชน (Private School) และเปลี่ยนสถานภาพจากวีซ่า J-1 เป็นวีซ่า F-1 โดยกลับมาขอวีซ่าใหม่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพมหานคร ผู้ปกครองสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกา      http://travel.state.gov/visa/temp/types/types_1269.html 

หากผู้ปกครองสนใจจะค้นหาข้อมูลเพิ่อศึกษาเรื่องโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศต่างๆในเชิงลึก หรือ ด้วยตนเอง นอกเหนือไปจากการใช้บริการจากเอเจนซี่ทางการศึกษาในประเทศไทย ขอแนะนำเว็บไซต์ที่มีประโยชน์ดังนี้คือ

1. USA :  http://boardingschools.com/

2. UK:   http://www.ukboardingschools.com/

3. Canada: http://www.studycanada.ca/english/school_find.php

4. Australia: http://acaca.bos.nsw.edu.au/go/changing-schools/new-south-wales/standards-and-benchmarking/เว็บไซต์แรกนี้จะทำให้ผู้ปกครองทีสนใจทราบข้อมูลเชิงลึกได้ทราบว่า ภายในรัฐต่างๆของประเทศออสเตรเลียเองนั้น ตัวโรงเรียนมัธยมศึกษายังจะมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องการจัดลำดับชั้นเรียนและการจบการศึกษาด้วย   ส่วนเว็บไซต์ถัดไปจะใช้ในการค้นหาข้อมูลโรงเรียนประจำในรัฐต่างๆ  http://www.boardingschools.com.au/ เว็บไซต์ที่จะรวบรวมรายชื่อโรงเรียนทั้งของรัฐบาลและเอกชนในประเทศออสเตรเลียที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากคือเว็บไซต์ของวิกิลีกส์     http://en.wikipedia.org/wiki/Lists_of_schools_in_Australia

5. New Zealandhttp://www.minedu.govt.nz/Parents/AllAges/SchoolSearch.aspx

6. โรงเรียนที่มีหลักสูตร IB เปิดสอนhttp://www.ibo.org/school/search/ เช่นในหน้าที่ 90 จะพบรายชื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทยที่มีหลักสูตร IB เปิดสอน

Copyright © 2010-2012 GoVisa All rights reserved.

โรงเรียนประจำในสหราชอาณาจักร


การศึกษาระดับโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาในสหราชอาณาจักรนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงอายุและ 4 ระดับดังนี้คือ

อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาศึกษา
7-12 ปี ระดับประถมศึกษา (Preparatory School 6 ปี
13  ปี Pre GCSE 1 ปี
14-15 ปี GCSE 2 ปี
16-18 GCE A Level or IB 2 ปี

ช่วงอายุที่เหมาะสมในการส่งบุตรไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร คือ อายุประมาณ 13 ปี หรือหลังจากที่นักเรียนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นช่วงอายุที่โรงเรียนในสหราชอาณาจักรเริ่มทำการทดสอบ Career Test นักเรียนครั้งแรกว่า เหมาะจะศึกษาต่อปริญญาตรีด้านใด หากนักเรียนยังไม่พร้อมในทุกด้านจากประเทศไทย อาจจะไปเริ่มเข้าเรียนตอนอายุ  14 ปี หรือเรียนต่อในระดับ GCSE ซึ่งจะมีการทดสอบความเหมาะสมทางด้านความถนัดหรือ Career Test ครั้งที่ 2  หากผู้ปกครองจะรอให้นักเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในประเทศไทยก่อน นักเรียนจะมีเวลาเรียน GCSE เพียง 1 ปีเท่านั้น ( GCSE จะประกอบด้วยเนื้อหาวิชาทั้งหมดประมาณ 9 วิชา) ซึ่งถ้าลองค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ British Council ของประเทศบัลแกเรีย ได้แนะนำว่าช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาของสหราชอาณาจักร คือ ช่วงอายุ 11-13 ปี

เว็บไซต์ที่มีประโยชน์ต่อผู้ปกครองในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนในสหราชอาณาจักอังกฤษมีดังนี้คือ

1. http://www.educationuk.org/ เมื่อคลิกเลือกการศึกษาในสหราชอาณาจักรอังกฤษ จะพบหัวข้อ ” โรงเรียนเอกชนในสหราชอาณาจักรอังกฤษให้อ่านเพิ่มเติม ” ตามลิงก์เว็บไซต์นี้  http://www.educationuk.org/Thailand/A-UK-education/benefits-of-uk-study/THART231262429930096

2. http://www.ukboardingschools.com/  มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ปกครองทีสนใจส่งลูกไปศึกษาต่อในโรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยข้อมูลหลากหลายประเภท เช่น การเลือกโรงเรียน , การเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโรงเรียนกินนอน,     การเตรียมสมัครเรียน, กรณีศึกษา, การเดินทางไปถึงสหราชอาณาจักร, กิจกรรมนอกหลักสูตร, ชีวิตนักเรียนประจำ, สมาคมโรงเรียนประจำ และอื่นๆ  นอกจากนี้ยังมีรายชื่อโรงเรียนโดยแยกประเภทเป็นโรงเรียนสหศึกษา, โรงเรียนชายล้วน, โรงเรียนหญิงล้วน, โรงเรียนนานาชาติ, โรงเรียนที่มีหลักสูตรภาคฤดูร้อน เป็นต้น

3. http://www.scis.org.uk/ เว็บไซต์โรงเรียนเอกชนในสก็อตแลนด์ จะมีคำอธิบายเกี่ยวกับการเลือกโรงเรียน  ขั้นตอนการสมัครเข้าเรียน คุณภาพทางการศึกษา ระบบการตรวจสอบโรงเรียน รายชื่อโรงเรียนทั้งที่เป็นสหศึกษา โรงเรียนชายล้วน โรงเรียนหญิงล้วน ข้อเท็จจริงและสถิติต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการเรียน จำนวนนักเรียน ผลการสอบต่างๆ เป็นต้น ขอยกตัวอย่างรายชื่อโรงเรียนตามที่ตั้งทางภูมิศาตร์ตามลิงก์เว็บไซต์                         http://www.scis.org.uk/assets/Uploads/For-Parents/LocationmapofScottishindependentschools.pdf

4. เว็บไซต์สมาคมโรงเรียนกินนอนที่มีราคาค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก                 http://www.sbsa.org.uk/index.php

5. เว็บไซต์ British Council ของประเทศคาซัคสถานเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่กล่าวถึงการเลือกโรงเรีียนประจำในสหราชอาณาจักรไว้ได้น่าสนใจ                               http://www.britishcouncil.org/kazakhstan-study-in-uk-information-sheets-choosing-your-independent-school.pdf

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะทราบข้อมูลว่า สหราชอาณาจักรมีโรงเรียนที่เป็นของรัฐบาลหรือไม่นั้น ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของ British Council เกี่ยวกับโรงเรียนรัฐบาลในสหราชอาณาจักร http://www.britishcouncil.org/learning-infosheets-choosing-state-funded-schools.pdf

Copyright © 2010-2012 GoVisa All rights reserved.

นิทรรศการ QS World Grad School Tour 2012


QS World University Ranking จัดงานนิทรรศการ QS World Grad School Tour สำหรับผู้สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ระหว่างเวลา 15.30-20.00 น. ณ โรงแรมโฟร์ซีซัน ถนนราชดำริ เว็บไซต์ของงานนิทรรศการนี้คือ http://graduateschool.topuniversities.com/world-grad-school-tour/bangkok/details

รายละเอียดของงานมีดังนี้คือ

เวลา รายการ
15.30 น. ลงทะเบียน
16.00-17.00 น. สัมมนาเรื่องขั้นตอนการสมัครเข้าเรียนในสถานศึกษา ผู้บรรยายคือ University of Melbourne, IE Business School และ School of Public Policy จาก Pepperdine University
17.00-20.00 น. พบผู้แทนสถานศึกษาในงานนิทรรศการ

ผู้แทนสถานศึกษาที่เข้าร่วมในงานที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่

  • Aston University (UK)
  • BI Norwegian Business School (Norway)
  • City University of Hong Kong (Hong Kong)
  • Hult International Business School (USA)
  • IE Business School (Spain)
  • Leeds Metropolitan University Business school (USA)
  • Lund University (Sweden)
  • New York University School of Continuing and Professional Studies (USA)
  • Pepperdine University (USA)
  • Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)
  • Essec Business School (France)
  • University of Kent (UK)
  • University of  Melbourne (Australia)
  • University of St Gallen (Switzerland)
  • และอื่นๆ

Copyright © 2010-2012 GoVisa All rights reserved.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 94 other followers